ASEAN+3


ความตกลงเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area: EAFTA)  
ความเป็นมา

  • ใ       ในการประชุม Informal ASEAN Summit ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2542 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้นำอาเซียนและประเทศ+3 (จีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น) ได้มีแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก (1st Joint Statement on East Asia Cooperation) เพื่อประกาศเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันด้านการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน สังคม วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนา ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับประเทศ+3 (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น)
  • ผู้นำอาเซียน+3 ได้ให้ความเห็นชอบการจัดตั้งกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชียตะวันออก East Asia Vision Group (EAVG) ขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2542 ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน (ไม่รวมภาครัฐ) เพื่อระดมความคิดและแสวงหาแนวทางการขยายความร่วมมือระหว่างกัน
  • ต่อมา ในการประชุมผู้นำอาเซียน+3 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2544 ณ กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน ประเทศบรูไนฯ ที่ประชุมได้พิจารณาจัดตั้งกลุ่มศึกษาเอเชียตะวันออก (East Asia Study Group: EASG) ขึ้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่อาวุโสภาครัฐเท่านั้น เพื่อประเมินนัยสำคัญของข้อเสนอแนะต่างๆ ของ EAVG
  •  EASG ได้พิจารณาข้อเสนอแนะต่างๆ ของ EAVG และได้คัดเลือกมาตรการที่เห็นว่า เป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมได้ (Implementable concrete measures) โดยจัดกลุ่มเป็นมาตรการระยะสั้น 17 มาตรการ และมาตรการระยะปานกลางถึงระยะยาว 9 มาตรการ
  • ในการประชุม ASEAN+3 Summit เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ณ กรุงเวียงจันทร์ ผู้นำอาเซียน+3 ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area) และเห็นชอบตามมติของที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน+3 (AEM+3) ให้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert group) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 มาตรการระยะปานกลางถึงระยะยาว ที่เป็นข้อเสนอแนะของกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชียตะวันออก East Asia Vision Group (EAVG)  ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3
  • กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการจากสถาบันหรือมหาวิทยาลัยซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเอเชียศึกษา จาก 13 ประเทศสมาชิก (ผู้เชี่ยวชาญของไทย ได้แก่ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวพูลศรี คุลีเมฆิน นักวิชาการพาณิชย์ 9 ชช. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ) ซึ่งได้มีการประชุมกันทั้งหมด 4 ครั้ง                     

                        ครั้งที่ 1  เมื่อเดือนเมษายน 2548 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

                        ครั้งที่ 2  เมื่อเดือนกันยายน 2548 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

                        ครั้งที่ 3  เมื่อเดือนเมษายน 2549 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

                        ครั้งที่ 4  เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน 

  • ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้สรุปผลการศึกษา “Towards an East Asia FTA: Modality and Roadmap”  (Final report  of EAFTA: Phase I) โดยผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่าการจัดทำ EAFTA นั้น จะทำให้ GDP  ของประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2% และสวัสดิการทางเศรษฐกิจ (Economic Welfare) เพิ่มขึ้น 104.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยในส่วนของอาเซียนนั้น จะได้รับประโยชน์มากกว่าโดย GDP ของอาเซียน เพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่จีน เกาหลี ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.9 ในส่วนของไทย GDP จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.5% และ Economic Welfare เพิ่มขึ้น 8,798 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

ผลการศึกษา “Towards an East Asia FTA: Modality and Roadmap” (East Asia Free Trade Area: EAFTA ระยะที่ 1) (รายละเอียด)

  • ต่อมาที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 10 (The 10th ASEAN plus Three Summit) เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2550 ที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ได้เห็นชอบข้อเสนอของเกาหลีที่จะให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในขั้นที่ 2 (EAFTA Phase II) โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญฯ ของ EAFTA (รศ. ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญฯ ฝ่ายไทย) ได้ทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) ระยะที่ 2 ซึ่งมีการประชุมทั้งหมด 5 ครั้ง

                        ครั้งที่ 1   เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2550 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

                        ครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

                        ครั้งที่ 3   เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

                        ครั้งที่ 4   เมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2551 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

                        ครั้งที่ 5   เมื่อวันที่ 6-7 มิถุนายน 2552 ที่กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

  • ผลการศึกษา EAFTA Phase II นั้นได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ รวมถึงเสนอแนะแนวทางการรวมกลุ่ม ทั้งนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญฯ ได้เน้นความสำคัญในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (ROOs)โดยกล่าวว่าความแตกต่างของ ROOs ในแต่ละความตกลง ASEAN+1 นั้น ก่อให้เกิดอุปสรรคแก่ผู้ประกอบการ ดังนั้น การรวมกฎให้เป็นหนึ่งเดียว (unified ROOs regime) ภายใต้ EAFTA จะช่วยลด Transaction cost สำหรับผู้ประกอบในการส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออก
  • นอกจากนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญฯ มองว่าระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศสมาชิก ถือเป็นอุปสรรคในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังนั้น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้ EAFTA จึงมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งจะต้องครอบคลุมสาขาความร่วมมืออย่างกว้างขวางโดยรวมสาขาความร่วมมือที่มีอยู่ทั้งหมดในภูมิภาค โดยเฉพาะ Capacity building ให้แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human resource development) และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of technology)

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้เสนอให้เริ่มมีการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area: EAFTA) อย่างช้าสุดภายในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ.2012)

 เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic goals)

  • ·             เพื่อเพิ่มการส่งออก (Export expansion)
  • ·             เพื่อหาแหล่งเงินทุน และแหล่งออกไปลงทุน (Investment inflow and outflow)
  • ·             เพื่อหาแหล่งวัตถุดิบ (Resource-seeking) เพื่อลดต้นทุน
  • ·             เพื่อหาแนวทางพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี (Human Resource & Technology Development)

แนวทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทย ปี 2552-2556 (รายละเอียด)

  • ·         การเจรจาระดับพหุภาคี ร่วมผลักดันให้การเจรจารอบโดฮาสำเร็จโดยเร็ว
  • ·         การเจรจาระดับภูมิภาค ให้ความสำคัญกับการเจรจาร่วมกับอาเซียนเป็นลำดับแรก ทั้ง ASEAN Economic Community (AEC) และการเจรจา FTA ของอาเซียนกับคู่เจรจา (ASEAN FTA)
  • ·         การเจรจาระดับทวิภาคี

1) ให้ความสำคัญกับการเจรจาที่ค้างอยู่ โดยประเมินประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมปรับตัวรองรับ

2) เจรจากับประเทศใหม่ที่มีศักยภาพ ได้แก่ GCC Mercosur และชิลี

3) สร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศที่มีศักยภาพ เช่น รัสเซีย แอฟริกาใต้ เป็นต้น

โครงการศึกษายุทธศาสตร์การทำ FTA ของไทย

FTA รายประเทศ   Minimize

 

 

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

สมาคมประชาชาติ
แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   
คำขวัญ“One Vision, One Identity, One Community”
(หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม)
เพลงสดุดีดิอาเซียนเวย์
 
สำนักงานใหญ่ ธงชาติของอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา
เมืองใหญ่สุด ธงชาติของอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา
ภาษาทางการ
ชื่อเรียกประชาชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รัฐสมาชิก
การปกครอง องค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาค
 –  เลขาธิการ ธงชาติของไทย สุรินทร์ พิศสุวรรณ
ก่อตั้ง
 –  ปฏิญญากรุงเทพ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 
 –  กฎบัตรอาเซียน 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551 
พื้นที่
 –  รวม 4,479,210.5 ตร.กม. 
2,778,124.7 ตร.ไมล์ 
ประชากร
 –  2553 (ประเมิน) 601 ล้านคน 
 –  ความหนาแน่น 135 คน/ตร.กม. 
216 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2553 (ประมาณ)
 –  รวม $3,084 พันล้าน [2] 
 –  ต่อหัว $5,131 
จีดีพี (ราคาตลาด) 2010 (ประมาณ)
 –  รวม $1,800 พันล้าน 
 –  ต่อหัว $2,995 
ดพม. (2554) ▲ 0.742 (ปานกลาง) (61¹)
สกุลเงิน
เขตเวลา เวลามาตรฐานอาเซียน (UTCUTC+9 – UTC+6:30)
โดเมนบนสุด
เว็บไซต์ทางการ
http://www.asean.org/
รหัสโทรศัพท์
1 หากถือว่ากลุ่มสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นรัฐเดียว
2 Selected key basic ASEAN indicators
3 การเพิ่มจำนวนของประชากรอยู่ที่ 1.6% ต่อปี

ตึกสำนักงานเลขานุการอาเซียน ที่ประเทศอินโดนีเซีย.

ธงของชาติอาเซียน 10 ชาติ.

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อังกฤษ: Association of South East Asian Nations) หรือ อาเซียน เป็นองค์กรทางภูมิรัฐศาสตร์และองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า อาเซียนมีพื้นที่ราว 4,435,570 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 590 ล้านคน[3] ในปี พ.ศ. 2553 จีดีพีของประเทศสมาชิกรวมกันคิดเป็นมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ[4] คิดเป็นลำดับที่ 9 ของโลกเรียงตามจีดีพี มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ[1]

อาเซียนมีจุดเริ่มต้นจากสมาคมอาสา ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ได้ถูกยกเลิกไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 ได้มีการลงนามใน “ปฏิญญากรุงเทพ” อาเซียนได้ถือกำเนิดขึ้นโดยมีรัฐสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ[5] หลังจาก พ.ศ. 2527 เป็นต้นมา อาเซียนมีรัฐสมาชิกเพิ่มขึ้นจนมี 10 ประเทศในปัจจุบัน กฎบัตรอาเซียนได้มีการลงนามเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งทำให้อาเซียนมีสถานะคล้ายกับสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น[6] เขตการค้าเสรีอาเซียนได้เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2553 และกำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะประกอบด้วยสามด้าน คือ ประชาคมอาเซียนด้านการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558[7]

 

 

Advertisements