อาเซียน+3 หรือ อาเซียน+6 ไม่ว่าเลือกทางใด อาเซียนก็ได้ประโยชน์

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3951 (3151)

ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน ส่วนวิจัยของธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank Institute : ADBI ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง ASEAN+3 or ASEAN+6 : Which Way Forward ? หรือ อาเซียน+3 หรือ อาเซียน+6 : ควรจะมุ่งไปสู่ทางเลือกใด โดยสาระสำคัญข้างในเป็นการวิเคราะห์ ผลของการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน (ASEAN+ PRC FTA) เอฟทีเอระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น (ASEAN+Japan FTA) เอฟทีเอระหว่างอาเซียน-เกาหลีใต้ (ASEAN+Korea FTA) รวมถึงเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+3 (ASEAN+3 FTA) และเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+6 (ASEAN+6 FTA)

การศึกษาฉบับนี้ให้ข้อสรุปว่า หากการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีมี ขนาดใหญ่ครอบคลุมกว้างมากยิ่งขึ้นยิ่งจะเป็นผลดีต่อเอเชีย โดยอ้างอิงตัวเลขประเมินผลต่อรายได้จากการทำข้อตกลงใน 5 รูปแบบข้างต้น พบว่าข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+6 ซึ่งประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศพันธมิตร 6 ราย ได้แก่ ออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ จะให้ผลประโยชน์มากกว่าข้อตกลง เอฟทีเออีก 4 ข้อตกลงที่เหลือ

“หากข้อตกลงระหว่าง 16 ประเทศเกิดขึ้นจริงภายในปี 2560 จะเอื้อประโยชน์แก่ประเทศสมาชิกในข้อตกลงเป็นมูลค่ารวมกัน 2.85 แสนล้านดอลลาร์ มากกว่าตัวเลขประเมินผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการ ทำข้อตกลงเอฟทีเอในกลุ่มอาเซียน+3 ที่ครอบคลุม 13 ประเทศสมาชิก คาดว่าจะมีมูลค่าสูงประมาณ 2.28 แสนล้านดอลลาร์” เอดีบีระบุในรายงาน

แยกผลประโยชน์รายประเทศโดยเปรียบเทียบระหว่างการทำเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+6 และการทำเอฟทีเอระหว่างอาเซียน+3 พบว่าเฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียน ประเทศไทยจะได้รับมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 28,346 ล้านดอลลาร์ และ 26,728 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 12.84% และ 12.10% ตามลำดับ รองลงมาคือ มาเลเซีย ซึ่งมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม ข้อตกลงอาเซียน+6 ประมาณ 11,869 ล้านดอลลาร์ และจาก ข้อตกลงเอฟทีเอ 10,391 ล้านดอลลาร์

โดยมีสิงคโปร์และอินโดนีเซียได้รับประโยชน์รองลงไปในอันดับ 3 และ 4 โดยสิงคโปร์มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ ในการเข้าร่วมข้อตกลงอาเซียน+6 คิดเป็นมูลค่า 9,002 ล้านดอลลาร์ และจากเอฟทีเอของอาเซียนบวก+3 คิดเป็นมูลค่า 7,943 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ใกล้เคียงกัน คือ 8,588 ล้านดอลลาร์ และ 7,884 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ สำหรับเวียดนาม คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงทั้ง สอง รูปแบบ คิดเป็นมูลค่า 5,490 ล้านดอลลาร์ และ 5,293 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ฟิลิปปินส์คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมข้อตกลง 3,431 ล้านดอลลาร์ และ 3,177 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ส่วนกัมพูชาคาดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นมูลค่า 109 ล้านดอลลาร์ และ 107 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศอาเซียนที่เหลือ ได้แก่ ลาว พม่า และบรูไน งานวิจัยได้จัดไว้ในหมวด “อื่นๆ” คาดว่าจะรับประโยชน์น้อยสุดจากข้อตกลงทั้งสองรูปแบบ จัดไว้ในหมวดอื่น คิดเป็นมูลค่ารวมกัน 370 ล้านดอลลาร์ ในกรณีของเอฟทีเอ อาเซียน+6 และ 661 ล้านดอลลาร์ ในกรณีของอาเซียน+3

โดยภาพรวมอาเซียนจะได้ประโยชน์ข้อตกลงขนาดใหญ่ระหว่างเอฟทีเอ อาเซียน+6 และอาเซียน+3 คิดเป็นมูลค่า 67,206 ล้านดอลลาร์ และ 62,186 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

น่าสนใจว่าในแง่ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+6 และเอฟทีเอ อาเซียน+3 นั้น เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเอเชียตะวันออก 3 ชาติ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน พบว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อตกลงทั้งสองรูปแบบ คิดเป็นมูลค่าราว 77,137 ล้านดอลลาร์ และ 74,825 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ รองลงมาคือเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าจะได้ประโยชน์ 51,351 ล้านดอลลาร์ และ 49,393 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ขณะที่จีนคาดว่าจะได้รับประโยชน์เป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม คิดเป็นมูลค่า 43,598 ล้านดอลลาร์ และ 41,502 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ส่วนอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้ง 2 รูปแบบแตกต่างกันไป โดยอินเดียมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์ในข้อตกลงเอฟทีเอของอาเซียน+6 เป็นมูลค่า 19,270 ล้านดอลลาร์ แต่คาดว่าอาจสูญเสียผลประโยชน์ หรือโอกาสทางการค้าจากข้อตกลงเอฟทีเอของอาเซียน+3 เป็นมูลค่าประมาณ 2,371 ล้านดอลลาร์

ทำนองเดียวกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งหากไม่ได้ร่วมในข้อตกลงอาเซียน+3 จะสูญเสียโอกาสทางการค้า คิดเป็นมูลค่า 2,376 ล้านดอลลาร์ และ 216 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ แต่คาดว่าจะได้ประโยชน์หากข้อตกลง เอฟทีเออาเซียน+6 เป็นรูปธรรม ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ คิดเป็นมูลค่า 22,546 ล้านดอลลาร์ และ 4,136 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การสร้างเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่มหาศาล ไม่มีแนวโน้มจะก่อผลกระทบในเชิงสร้างความเสียหายให้แก่ภูมิภาค นอกกลุ่ม อาทิ สหรัฐ หรือสหภาพยุโรป (อียู) มากมายนัก โดยการศึกษาของเอดีบีได้วิเคราะห์ไปที่แคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก ซึ่งอยู่ในกลุ่มเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า พบว่า แม้โดยภาพรวมข้อตกลง เอฟทีเอของอาเซียน+3 และอาเซียน+6 จะส่งผลกระทบต่อภาพรวม การค้าของอาฟต้า โดยคาดว่าจะทำให้เกิดการเสียโอกาสทางการค้า 4,474 ล้านดอลลาร์ จากกรณีการทำข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+6 และเสียโอกาสทางการค้าเป็นมูลค่า 235 ล้านดอลลาร์ ในกรณีของ เอฟทีเอ ในกลุ่มอาเซียน+3

กาเนช วิกนาราชา นักวิชาการหนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณาจากสมมติฐานในการทำเอฟทีเอ ในกลุ่มอาเซียน+6 จะเอื้อให้เกิดผลประโยชน์จากการทำการค้าเสรีมากที่สุด แต่ในกรณีของการทำ ข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+3 นั้นจะเอื้อประโยชน์แบบพบกันครึ่งทาง ซึ่งจะนำไปสู่การรวมกลุ่มกันอย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

แต่กระนั้นเอบีดีได้ตั้งข้อสังเกตในตอนท้ายว่า ปัจจัยสำคัญในการทำข้อตกลงไม่ว่าจะเป็นเอฟทีเอ อาเซียน +6 หรืออาเซียน+3 ซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นนั้น อยู่ที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

จริงๆ แล้วดูเหมือนข้อสรุปของเอดีบีจะระบุชัดลงไปด้วยว่า เอฟทีเอของอาเซียน+6 นั้นให้ประโยชน์แก่ประเทศที่เข้าร่วม มากกว่าการทำข้อตกลง เอฟทีเอในรูปแบบอื่นๆ ทั้งระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค 102 ข้อตกลง ที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออก ในปัจจุบัน

ในรายงานของเอดีบีได้สรุปการขยายตัวของการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีในเอเชียตะวันออก ระหว่างปี 2519-2550 พบว่า เอฟทีเอได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับจากปี 2543 เป็นต้นมา โดยเพิ่มจาก 7 ข้อตกลงในช่วงเวลานั้น เป็น 67 ข้อตกลงในปี 2548 และเป็น 102 ข้อตกลงในปี 2550 แต่ผลดีโดยปริยายหากเกิดข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน+6 คือ จะทำให้ข้อตกลงเอฟทีเอ ในระดับย่อยที่เกิดขึ้นในลักษณะของ “ชามบะหมี่” กล่าวคือซับซ้อน และเกี่ยวพันไขว้กันไปมาระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม จะรวมกันได้และกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยมีอาเซียนเป็น “ศูนย์กลางโดยธรรมชาติ” ของเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ทั้งสองรูปแบบ

สุดท้ายเอบีดีย้ำว่า การรวมตัวของสมาชิกไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงรูปแบบใด จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อแต่ละกลุ่ม สามารถทำให้เกิดการรวมตัวทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเป็นอันดับแรกก่อน ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายที่ไปถึงได้ง่ายดายนัก เนื่องจากต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญเป็นจำนวนมาก

ASEAN+6


ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับ 6 ประเทศ(Comprehensive Economic Partnership in East Asia: CEPEA)  
ความเป็นมา

  • ใ       ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AEM-METI) และ AEM+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ญี่ปุ่นเสนอให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญภาควิชาการ (Track II) ของกลุ่มประเทศ East Asia Summit (EAS ประกอบด้วยอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง Comprehensive Economic Partnership in East Asia (CEPEA) ซึ่งเป็น FTA ระหว่าง ประเทศอาเซียน+6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)

    §  ที่ประชุม EAS ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550 ณ เมืองเชบู ประเทศฟิลิปปินส์ มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการศึกษาดังกล่าว โดยญี่ปุ่นจะจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างนักวิชาการซึ่งเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2550

   §  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญฯ ของ CEPEA (รศ. ดร. สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญฯ ฝ่ายไทย) ได้ทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศอาเซียน+6 (CEPEA) โดยมีการประชุมร่วมกันทั้งหมด 6  ครั้ง

                        ครั้งที่ 1  เมื่อวันที่ 15-16 มิถุนายน 2550 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

                        ครั้งที่ 2  เมื่อวันที่ 3-4 สิงหาคม 2550 ที่โอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

                        ครั้งที่ 3  เมื่อวันที่ 26-27 ตุลาคม 2550 ที่กรุงเทพฯ

                        ครั้งที่ 4  เมื่อวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2551 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

                        ครั้งที่ 5  เมื่อวันที่ 18-19 เมษายน 2551 ที่ประเทศฟิลิปปินส์

                        ครั้งที่ 6  เมื่อวันที่ 19-20 มิถุนายน 2551 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

  • ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้สรุปผลการศึกษา (Final report of CEPEA Track Two: Phase I) และนำเสนอต่อที่ประชุมผู้นำเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) ในเดือนธันวาคม 2551 ณ กรุงเทพฯ   โดยระบุว่าการจัดทำ CEPEA นั้น จะทำให้ GDP ของประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.11% โดยในส่วนของอาเซียนนั้น จะได้รับประโยชน์มากกว่าโดย GDP ของอาเซียน เพิ่มขึ้น 3.83% ในส่วนของไทย GDP จะเพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.78%

 

  • นอกจากนี้ ผลการศึกษาได้ครอบคลุมประเด็นอื่นๆสำคัญ ได้แก่ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ องค์ประกอบของ CEPEA ซึ่งประกอบด้วย  การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน   ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ ได้เสนอแนะแนวทางสู่การทำเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก โดยเสนอให้ประเทศสมาชิกต้องเริ่มที่เข้าใจหลักพื้นฐานและเป้าหมายของ CEPEA อันจะมุ่งไปสู่การเปิดเสรี การอำนวยความสะดวก และความร่วมมือระหว่างกัน

  

ผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียน+6 หรือ CEPEA (Comprehensive Economic Partnership in East Asia) ระยะที่ 1 (รายละเอียด)

 

บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary) (รายละเอียด)

 

  • ต่อมาที่ประชุม AEM ครั้งที่ 40 และ AEM-METI Consultations ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2551 ณ ประเทศสิงคโปร์ มีมติเห็นชอบและสนับสนุนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาต่อในระยะที่ 2 (CEPEA Track Two Study Group: Phase II) โดยเน้น 3 เสาหลัก คือ ด้านความร่วมมือ (Cooperation) ด้านการอำนวยความสะดวก (Facilitation) และการเปิดเสรี (Liberalization) นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางในการศึกษา CEPEA Phase II โดยให้ครอบคลุมถึงการศึกษาวิเคราะห์ในความตกลง ASEAN+1 FTAs ที่มีอยู่ รวมไปถึงกฎ Special & Differential Treatment ที่มีประสิทธิภาพ แนวทางของการเปิดเสรี (Liberalization) และการอำนวยความสะดวก (Facilitation) ที่เหมาะสมซึ่งนำไปสู่แนวทางที่จะช่วยลดช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก และระบุแนวทางด้านความร่วมมือต่างๆ ที่ช่วยสร้างความสามารถ (Capacity) ของประเทศสมาชิก เพื่อรองรับการเปิดเสรีภายใต้อาเซียน+6 (CEPEA)
  • การศึกษา CEPEA Track Two Study Group: Phase II นั้น ได้มีการประชุมทั้งหมด 4 ครั้ง

            ครั้งที่ 1  เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

            ครั้งที่ 2  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่โอ๊กแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์

            ครั้งที่ 3  เมื่อวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2552 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

            ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

  • ผู้เชี่ยวชาญฯ ได้สรุปผลการศึกษา CEPEA Phase II (Final report of CEPEA Track Two: Phase II) และนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 41 (41st AEM) ณ กรุงเทพ ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2552 โดยผู้เชี่ยวชาญฯ มองว่า CEPEA ควรให้ความสำคัญในเรื่องความร่วมมือ (Cooperation) เป็นอันดับแรก เพื่อมุ่งลดช่องว่างระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศสมาชิก โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer of Technology) และสร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และที่สำคัญคือการสร้าง Capacity Building ให้แก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด รวมทั้งควรพิจารณาจัดตั้งกองทุนเอเชียตะวันออก (East Asia Fund) เพื่อช่วยรองรับโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นและสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาต่อไป    

ประชาคมอาเซียน 2558

Posted on 26/08/2011 by
 

ASEAN Community คืออะไร
อาเซียน (ASEAN) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย (2510) สิงคโปร์ (2510) อินโดเนเซีย (2510) มาเลเซีย (2510) ฟิลิปปินส์ (2510) บรูไน (2527) เวียตนาม (2538)  ลาว (2540) พม่า (2540)  กัพูชา (2542) มีประชากรรวมกันประมาณ 570 ล้านคน มีขนาดเศษฐกิจที่โตมาก เมื่อเดือนตุลาคม 2546 ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ที่เรียกว่า ข้อตกลงบาหลี 2 เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) เนื่องจากการแข่งขันรุนแรง เช่น อัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของจีนและอินเดียสูงมากในช่วงที่ผ่านมา  ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ที่ชะอำ หัวหิน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ผู้นำอาเซียนได้ลงนามรับรองปฏิญญาชะอำ หัวหิน ว่าด้วยแผนงานจัดตั้งประชาคมอาเซียน (ค.ศ. 2009-2015) เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2558
ประชาคมอาเซียนประกอบด้วยเสาหลัก 3 เสา
1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  (ASEAN Security Community – ASC) มุ่งให้ประเทศในภูมิภาคอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีระบบแก้ไขความขัดแย้ง ระหว่างกันได้ด้วยดี มีเสถียรภาพอย่างรอบด้าน มีกรอบความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยและมั่นคง
  2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) มุ่งให้เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และการอำนวยความสะดวกในการติดต่อค้าขายระหว่างกัน อันจะทำให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ ได้เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศอาเซียน โดย
          (ก)มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายในปี 2020
         (ข)ทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production base)
          (ค)ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศเหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน
          (ง)ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาคตลาดการเงินและตลาดทุน การปะกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพิ้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้านกฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน
     กลุ่มสินค้าและบริการนำร่องที่สำคัญ ที่จะเกิดการรวมกลุ่มกัน คือ สินค้าเกษตร / สินค้าประมง / ผลิตภัณฑ์ไม้ / ผลิตภัณฑ์ยาง / สิ่งทอ / ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ (e-ASEAN) / การบริการด้านสุขภาพ, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน) กำหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีที่เริ่มรวมตัวกันอย่างเป็นทางการ โดยผ่อนปรนให้กับประเทศ ลาว กัมพูชา พม่า และเวียตนาม
      ประเทศไทยได้รับมอบหมายให้ทำ Roadmap ทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ (การบิน)
  3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันภายใต้แนวคิดสังคมที่เอื้ออาทร มีสวัสดิการทางสังคมที่ดี และมีความมั่นคงทางสังคม

ประโยชน์ที่ไทยได้รับคืออะไร
1.ประชากรเพิ่มเป็น 600 ล้านคนโดยประมาณ ทำให้เพิ่มศักยภาพในการบริโภค เพิ่มอำนาจการต่อรองในระดับโลก
2.Economy Scale ยิ่งผลิตมาก ยิ่งต้นทุนต่ำ
3.มีแรงดึงดูดเงินลงทุนที่อยู่นอกอาเซียนสูงขึ้น
4.สิบเสียงย่อมดังกว่าเสียงเดียว
ผลกระทบมีอะไรบ้าง?
1.การศึกษาในภาพใหญ่ของโลก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ต้องไม่ให้การเปลี่ยนแปลงนี้มากระชากลากเราไปอย่างทุลักทุเล เราต้องเตรียมความพร้อมทันที ตลอดเวลา โดยเฉพาะบุคลากรต้องตามให้ทันและยืดหยุ่นปรับตัวให้รับสถานะการณ์ได้
2.ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของ ASEAN บุคลากรและนักศึกษา ต้องเพิ่มทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ให้สามารถสื่อสารได้
3.ปรับปรุงความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ เพื่อลดข้อขัดแย้งในภูมิภาคอาเซียน (Conflict Management) จึงต้องคำนึงถึงการสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง ASEAN ให้มากขึ้น
4.สร้างบัณฑิตให้สามารถแข่งขันได้ใน ASEAN เพิ่มโอกาสในการทำงาน ไม่เช่นนั้น จะถูกแย่งงานเพราะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงาน/บริการอย่างเสรี คณะกรรมการวิชาชีพ สภาวิชาชีพ ต้องเตรียมการรองรับผลกระทบนี้อย่างเร่งด่วน
5.โอกาสในการเป็น Education Hub โดยอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แต่ต้องเน้นในเรื่องของคุณภาพการศึกษาเป็นตัวนำ
6.เราต้องการเครื่องมือในการ Transform คน การเรียนแบบ PBL หรือ Project Based Learning น่าจะได้มีการวิจัยอย่างจริงจังและนำมาปรับใช้  ห้องเรียนไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆอีกต่อไป ต้องเพิ่มการเรียนจากชีวิตจริง ลงมือทำเป็นทีม อยู่คนละประเทศก็ทำร่วมกันได้ด้วยไม่มีข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ประเด็นนี้ อาจารย์จะสอนได้ยากขึ้น แต่เป็นผู้ที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ แสดงว่า อาจารย์ต้องมีความพร้อมมากกว่าเดิมและเก่งจริงๆMRAs
การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 9 เมื่อ 7 ตุลาคม 2546 ที่บาหลี อินโดนีเซีย ได้กำหนดจัดทำข้อตกลงร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs)เกี่ยวกับคุณสมบัติของวิชาชีพหลัก แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี โดยจะเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2558 ในเบื้องต้น ได้ทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว 7 สาขา คือ
1.วิศวกรรม (Engineering Services) 
2.พยาบาล (Nursing Services) 
3.สถาปัตยกรรม (Architectural Services) 
4.การสำรวจ (Surveying Qualifications) 
5.แพทย์ (Medical Practitioners) 
6.ทันตแพทย์ (Dental Practitioners) 
7.บัญชี (Accountancy Services)

 

Advertisements